Logo Background RSS

การเมืองการปกครองประเทศไทย

  • การเมืองการปกครอง

    สมัยสุโขทัย

    มีกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มีพระเจ้าแผ่นดินที่เรียกว่า “พ่อขุน” เป็น ผู้ปกครองราษฎรเสมือนพ่อปกครองลูก เป็นการปกครองระบอบปิตุราชาธิปไตย ส่วนผู้ถูกปกครองคือราษฎรนั้น ถ้าเป็นชายหนุ่มก็ต้องเป็นทหารของประเทศ พ่อขุนดำรง ตำแหน่งจอมทัพไทย วิธีการปกครองในสมัยนั้นจำเป็นต้องยึดหลักป้องกันประเทศเป็นสำคัญ ภายในเขตราชธานีขุดคูล้อม ไกลออกไปเป็นหัวเมืองหรือเป็นเขตเมืองพระยามหานคร พ่อขุนจะส่ง “ขุน” ไปทำหน้าที่ดูแลปกครองเป็นตัวแทนและขึ้นตรงต่อ “พ่อขุน” ซึ่งปกครองอยู่ที่ราชธานี

    การ ปกครองในสมัยสุโขทัยแบบพ่อกับลูกนี้ มีจุดอ่อนอยู่ที่อานุภาพของ “พ่อขุน” คือ ยามใดที่มีความเข้มแข็งและกล้า หาญก็สามารถควบคุมพระราชอาณาเขตไว้ได้ แต่ยามใดที่อานุภาพของ “พ่อขุน” อ่อนลงก็จะเกิดแข็งข้อขึ้นได้และบาง ครั้งราชธานีก็สูญเสียอำนาจการปกครองไป ดังเช่นกรุงสุโขทัยที่ตกเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 1894

    กษัตริย์สุโขทัยราชวงศ์พระร่วงมี 9 พระองค์ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 1762-1781 และสิ้นราชวงศ์เมื่อประมาณ พ.ศ. 1981 ดังนี้

    1.

    พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เริ่มเสวยราชย์ระหว่าง พ.ศ.1762-1781

    2.

    พ่อขุนบานเมือง

    3.

    พ่อขุนรามคำแหง ประมาณ พ.ศ. 1822-1842

    4.

    พระยาเลอไท

    5.

    พระยางั่วนำถม

    6.

    พระมหาธรรมราชาที่ 1 ลิไท เสวยราชย์ พ.ศ.1890 สวรรคตระหว่าง พ.ศ. 1911-1917

    7.

    พระมหาธรรมราชาที่ 2 เสวยราชย์ถึงประมาณ พ.ศ. 1942

    8.

    พระมหาธรรมราชาที่ 3 ไสลือไทย เสวยราชย์ถึง พ.ศ. 1926

    9.

    พระมหาธรรมราชาที่ 4 บรมปาล เสวยราชย์ถึงประมาณ พ.ศ. 1981


    สมัยอยุธยา

    ได้รับวัฒนธรรมจากขอม ซึ่งถ่ายทอดวัฒนธรรมลัทธิพราหมณ์เกี่ยวกับแนวความคิดกษัตริย์แบบเทวราชาจาก อินเดีย อีกทีหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินสมัยอยุธยาจึงเป็นสมมติเทพ เปรียบเหมือนเจ้าชีวิตของคนไทยทั้งหลาย การติดต่อระหว่าง กษัตริย์กับประชาชนต้องใช้ราชาศัพท์ นับว่าเป็นการปกครองระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างแท้จริง ความรู้สึกดั้งเดิม ที่เคยนับถือพระเจ้าแผ่นดินเหมือนพ่อของลูกก็เริ่มหายไป กลายเป็นแบบนายปกครองบ่าวแทน

    ส่วนวิธีปกครองบ้านเมืองก็ยังคงใช้วิธีการทหารแบบสุโขทัยสำหรับบริหารราชการส่วนภูมิภาค ส่วนการบริหารส่วน กลางได้แบ่งกิจการของประเทศออกเป็น 4 กระทรวง คือ เวียง วัง คลัง นา รวมเรียกว่า “จตุสดมภ์”

    กษัตริย์เป็นเจ้าแผ่นดิน สามารถพระราชทานที่ดินให้ราษฎร์ทำกินและเพิกถอนกรรมสิทธิ์ได้ ประชาชนตอบแทนแว่น แคว้นด้วยการยอมให้เกณฑ์แรงงานเพื่อใช้ในราชการและงานเพื่อสาธารณประโยชน์ ในยามปกติสุข ขุนนาง ข้าราชการ และประชาชนมีสภาพเป็นพลเรือนเหมือนกันหมด แต่ในยามศึกสงครามชายฉกรรจ์ทุกคนต้องเป็นทหาร

    ราษฎรนับถือศาสนาพุทธ (นิกายหินยาน) และพราหมณ์ไปพร้อม ๆ กัน แต่ศาสนาฮินดูมักมีบทบาทสำคัญในราช สำนัก ซึ่งมีพราหมณ์เป็นผู้ทำหน้าที่นี้ รวมทั้งมีระบบความเชื่อเกี่ยวกับผีสางอยู่แล้ว และที่สำคัญที่สุด คือ มีการแบ่งแยก ประเภทบุคคลในสังคมออกเป็นชั้นต่าง ๆดังนี้

    1.

    ชนชั้นมูลนาย ได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระาราชวงศ์ ขุนนาง และข้าราชการ

    2.

    ชนชั้นพิเศษ ได้แก่ สมณะชีพราหมณ์ และชาวต่างประเทศที่เป็นพ่อค้าวานิช

    3.

    ชนชั้นไพร่ฟ้าข้าทาส ได้แก่ สามัญชน ซึ่งอาจมีฐานะเป็น ไพร่ ข้า หรือ ทาส ซึ่งมีจำนวนมาก ประมาณร้อยละ 95 ของประชากรทั้งหมด

    สังคมสมัยอยุธยานั้นเป็นสังคมแบบศักดินา ซึ่งได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาโดยเริ่มในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลก- นาถ พระองค์ได้ทรงออกกฎหมายการควบคุมกำลังคนของฝ่ายพลเรือน-ทหารขึ้น มีการกำหนดฐานะและหน้าที่ไว้อย่าง เด่นชัด เช่น ประชาชนทั่วไปมีศักดินา 25 ไร่ ถ้าผู้ใดมีนามากกว่า 400 ไร่ ถือว่าเป็นชนชั้นผู้ดี ต่ำกว่าถือว่าเป็นชนชั้นไพร่ ความรับผิดชอบหน้าที่ก็แตกต่างกัน โดยที่ชนชั้นไพร่อยู่ภายใต้การควบคุมของชนชั้นผู้ดี ชนชั้นไพร่ไม่มีสิทธิมองกษัตริย์ ชนชั้นผู้ดีมีสิทธิในการช่วยเหลือพระพระมหากษัตริย์ระดมพลยามศึกสงคราม นอกจากนั้นยังได้รับสิทธิพิเศษอื่น ๆ

    ในระบบฐานันดรไพร่หรือระบบศักดินาในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น สะท้อนให้เห็นได้จากบรรทัดฐานของ สังคมสมัยนี้ คือ กฎหมายบังคับให้ราษฎรทุกคนต้องมีมูลนาย และพระเจ้าแผ่นดินมีสิทธิบังคับให้ข้าแผ่นดินรับราชการ โดยไม่มีค่าจ้างหรือเบี้ยเลี้ยง ถ้าไพร่กระทำผิดต่อพระเจ้าแผ่นดิน พ่อแม่ต้องรับโทษทัณฑ์ร่วมกับไพร่ที่เป็นลูก ปัจจัยที่ดิน และแรงงานถูกผูกขาดโดยมูลนาย ในสมัยนั้นมีรูปแบบเศรษฐกิจการเกษตรเลี้ยงตนเอง ชาวบ้านหาของป่า จักสาน ทำน้ำตาล ทำเกลือ และทำงานฝีมือตามความชำนาญเฉพาะด้าน ผลผลิตนำมากินหรือใช้ในครัวเรือน ที่เหลือใช้แลก เปลี่ยนกัน แต่ถ้าหากยังเหลืออีกต้องส่งให้มูลนาย


    สมัยกรุงธนบุรี

    อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2310-2325 การปกครองในระหว่างนั้นยังคงใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช


    สมัยรัตนโกสินทร์

    ในระยะแรกการปกครองใช้หลักจตุสดมภ์ และระบบศักดินาเหมือนสมัยอยุธยา จนถึงสมัยรัชการที่ 4 จึงเริ่มมีลักษณะ สังคมแบบตะวันตก ระบบศักดินาค่อย ๆ หมดความสำคัญไป

    ในรัชกาลที่ 5 ได้ทรงยกเลิกหลักจตุสดมภ์โดยสิ้นเชิง เนื่องจากทรงเห็นว่าสังคมไทยนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้า และมีการติดต่อกับชาวต่างชาติมากกว่าเดิม การแบ่งราชการออกเป็นเพียงจตุสดมภ์นั้นไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง จึง ได้ทรงแบ่งหน้าที่ราชการให้มีส่วนย่อยลงไปอีก โดยทรงตั้งกระทรวงเพิ่มขึ้นรวมเป็น 10 กระทรวง ฝ่ายทหารและ ฝ่ายพลเรือนที่มีสมุหกลาโหม และสมุหนายก เป็นอัครมหาเสนาบดีก็ทรงตั้งให้เป็นกระทรวงเหมือน ๆ กับกระทรวง อื่นด้วย


    การปกครองในปัจจุบัน

    ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย หรือระบอบปรมิตตาญาสิทธิราชย์ มีกฎหมายสูงสุด คือ รัฐธรรมนูญ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขของประเทศ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

    แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยยังเป็นประชาธิปไตยที่ไม่เป็นไปตามหลักการ มีการปฏิวัติรัฐประหารยึด อำนาจ 4 ครั้ง คือ
    ครั้งแรก วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ครั้งที่สอง เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519  ครั้งที่สามวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 และครั้งล่าสุดวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งผลของการปฏิวัติยึดอำนาจในครั้งหลัง ๆ ได้นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศ ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

    สถาบันต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปกครองประเทศ มีดังนี้
    1.

    ฝ่ายบริหาร คือ คณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาล

    2.

    ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ รัฐสภา ประกอบด้วยสมาชิก 2 ส่วน คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งประชาชนเลือกตั้งเข้ามาทั้งหมด และวุฒิสมาชิก ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ตามการเสนอ ขึ้นโปรดเกล้าฯ ของนายกรัฐมนตรี

    3.

    ฝ่ายตุลาการ คือ ศาล มีหน้าที่พิจารณาคดีต่าง ๆ ให้เป็นไปตามบัญญัติของกฏหมาย เพื่อให้เกิดความ ยุติธรรมแก่ประชาชน ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติให้ศาลเป็นสถาบันอิสระจากรัฐสภาและรัฐบาล มีคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ทำหน้าที่ควบคุมการแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ เพื่อให้ศาลเป็นสถาบันที่ ธำรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง

คอมเม้น ซะหน่อย